“แต่งงานกันมั้ย?”

 

“แต่งงานกันมั้ย?”

ได้รับบทความนี้มาทางเมล์ เห็นมันดูยาว ๆ แล้วขี้เกียจอ่านจัง แต่ก็นะ...สักนิดก็ยังดี...........อ่านจบ รู้สึกเลยว่า อืม...ม คลิ๊กมาก เลยต้องรีบนำมาแบ่งปันกันด่วน!!

“แต่งงานกันมั้ย?”
โดย ชลนิล
(จากภาพยนตร์เรื่อง Tale of the Unusual ตอน The marriage simulator)
บทความนี้มีการเฉลยเนื้อหาที่อาจจะทำให้ผู้อ่านเสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์

หากคุณเคยชมภาพยนตร์กันมามากแล้ว สนใจอยากลองชมภาพยนตร์อีกสักเรื่องไหม...ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมือนใคร เพราะมันจะฉายภาพชีวิตหลังแต่งงานของคุณ อย่างซื่อตรงที่สุด...

สายฝนเทลงมาอย่างไม่ผ่อนพัก สาดสายพร่างพรูไปทั่วท้องถนน ฮารุกำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคาหน้าโรงภาพยนตร์ หล่อนนึกขัดใจตัวเองที่ลืมร่มไว้บนรถไฟฟ้า ไม่เช่นนั้นคงกลับถึงบ้านนานแล้ว รถเมล์คันหนึ่งแล่นมาจอด ยูอิจิรีบลงจากรถ วิ่งมาหลบฝนที่ชายคาโรงภาพยนตร์ ไม่ห่างจากฮารุนัก ทั้งสองยืนเงียบ ๆ อยู่ชั่วครู่ สายฝนยังไม่มีท่าทีจะซาแม้สักน้อย

ภายนอกดูขาวพร่างราวกับจะแยกสองหนุ่มสาวให้อยู่ในดินแดนส่วนตัว เข็มนาฬิกาขยับเดินทีละนิด ยูอิจิค่อยรวบรวมความกล้า เอ่ยปากทักทายหญิงสาว....ท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ ฮารุไม่มีอะไรทำมากไปกว่าพูดคุยทักทายตอบกับยูอิจิ ชายหนุ่มสุภาพ น่ารัก ผู้มากับสายฝน นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักใต้ม่านพระพิรุณ...

 



ความรักสุกงอม ยูอิจิกับฮารุตัดสินใจแต่งงาน โดยใช้บริการของบริษัทรับจัดงานแต่งงาน...บริษัทนี้มีแพคเกจให้คู่วิวาห์อย่างน่าสนใจ นอกจากสถานที่จัดงานและทุกสิ่งพร้อมสรรพแล้ว หลังจากแต่งงานหนึ่งปี ทางบริษัทจะส่งตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์คู่ไปให้เป็นที่ระลึก ครบรอบห้าปี จะส่งไวน์ซึ่งหมักบ่มมา ห้าปีนับจากวันแต่งงานไปให้ทั้งคู่ดื่มฉลองสมรส และเมื่อครบสิบปี ก็จะส่งม้วนวิดีโอ ที่ต่างคนพูดความในใจ ให้แก่คู่สมรสของตนในอีกสิบปีข้างหน้า

หลังจากฮารุกับยูอิจิตกลงเลือกใช้บริการของบริษัทนี้ ก็ได้ไปอัดวิดีโอความในใจให้แก่คู่สมรสตนในอีกสิบปีข้างหน้า จากนั้นก็พบว่า บริษัทนี้ยังมีบริการอีกอย่างที่กระตุ้นความอยากรู้ของคู่วิวาห์ นั่นคือบริการดู “ภาพจำลองหลังชีวิตแต่งงาน” ซึ่งภาพจำลองนี้จะใช้คอมพิวเตอร์ สร้างภาพจากข้อมูลดีเอ็นเอของแต่ละฝ่าย รวมถึงภูมิหลัง ประวัติส่วนตัวมาประกอบ ทำให้สามารถคำนวณ สร้างภาพชีวิตคู่หลังแต่งงานอย่างใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด แน่นอน...ฮารุและยูอิจิย่อมสนใจอยากรู้...ชีวิตหลังแต่งงานจะเป็นเช่นไร

วันวิวาห์อันแสนสุข รอยยิ้ม กลีบกุหลาบกระจายเกลื่อน ตื่นเช้ามาพบคนรัก นอนเคียงข้าง ช่างสุขเหมือนในฝัน...แต่พอนานวัน เริ่มมองเห็นนิสัยเสียเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแต่ละฝ่ายที่ไม่สอดคล้องกัน มีความขัดแย้งเล็ก ๆ ควบคู่กับการพยายามปรับตัว ปรับใจเข้าหากัน

 



ผ่านปีแรกไปอย่างไม่มีปัญหาร้ายแรง แต่สองฝ่ายก็ได้เห็นอีกด้านของคู่ตนชัดเจน ยูอิจิกลับจากทำงานนอกบ้าน ก็จะทำตัวตามสบาย ฮารุจู้จี้ ขี้บ่น มากกว่าเดิม เรื่องที่เขาไม่เคยแบ่งเบาภาระงานบ้านจากเธอ ปัญหาที่เหมือนไม่หนักหนาแต่ก็สะสมมาเรื่อย ๆ ขนาดมีลูกคนแรก ยูอิจิก็ยังทำให้ฮารุเสียความรู้สึก เรื่องการตั้งชื่อลูกอีก

ครบรอบห้าปี ไวน์จากบริษัทรับจัดงานแต่งงานมาถึง แต่ยูอิจิก็ติดงานสำคัญ มีภาระรับผิดชอบงานในหน้าที่มากเกินกว่าจะมาร่วมดื่มไวน์ฉลองครบรอบวันวิวาห์กับภรรยาได้ ฮารุโกรธ โมโห เสียใจ จนเกิดปากเสียงกันรุนแรง ต่างก็ยึดในเหตุผลของตัวเอง โดยไม่ยอมเข้าใจฝ่ายตรงข้าม ลูกชายของทั้งคู่เพิ่งจะเข้าโรงเรียนไม่นาน ฮารุก็ขอออกไปทำงานนอกบ้าน เพราะเบื่อกับชีวิตแม่บ้านที่วัน ๆ ไม่ได้ไปไหน ยูอิจิไม่ยอม จนเกิดปากเสียงกันอีก จนเขาต้องยอมพบกันครึ่งทาง ให้ฮารุไปทำงานนอกบ้านได้ แต่ต้องย้ายครอบครัว ไปอยู่บ้านพ่อแม่เขา เพื่อให้ปู่ย่าช่วยดูแลหลานชาย ฮารุไม่ยอมเด็ดขาด เกิดปากเสียงรุนแรงถึงขนาดขอหย่าขาดจากกัน! 

เมื่อได้เห็นภาพชีวิตหลังแต่งงานแล้ว...เป็นอย่างไร...ความสุขในวันวิวาห์มีแค่ชั่วพักชั่วยาม จากนั้นคือปัญหาที่เรียงรายมาให้ประสบตลอดการเดินทางของชีวิตคู่
ยูอิจิกับฮารุไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิด...นี่คือเรื่องปกติธรรมดาของครอบครัว ควรจะบอกว่าเป็นปัญหาพื้นฐานที่ครอบครัวทั่วไปน่าจะพบเจอที่พวกเขาต้องยอมรับอีกอย่างคือ เมื่อเจอปัญหาเหล่านั้น พวกเขาคงจะแก้ปัญหาอย่างที่เห็นในภาพจำลอง...เพราะนั่นเป็นนิสัยของพวกเขาจริง ๆ

การแต่งงานจึงถูกยกเลิก...
“ก็ดีนะที่เราได้รู้ก่อนแต่งงาน... จะได้ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย” คำพูดนี้หลุดมา
อย่างขมขื่น
“ถ้าหากคบกันต่อไป แล้วต้องจบลงด้วยความเศร้า เราก็ควรแยกกันให้เร็วที่สุดจะดีกว่า” ประโยคนี้มีเหตุผล แต่หัวใจคนที่ยังมีความรักต่อกันเช่นนั้น จะสามารถทำได้ง่ายดายเชียวหรือ?

ยูอิจิกับฮารุแยกทางกัน ทั้งที่หัวใจยังผูกพัน ใยรักไม่ได้ขาดสะบั้น ความทุกข์จากความโหยหา คิดถึงจึงรุมเร้าใจ...แม้จะทำตัวตามปกติ แม้จะย้ำบอกตัวเองถึง ตอนจบ ปลายทางชีวิตคู่ว่ามันย่ำแย่สักแค่ไหน ใจมันก็ไม่ยอมฟัง...ยังดื้อดึงหวงความทุกข์โดยไม่ยอมสร่างซา...

เมื่อไม่มีพิธีวิวาห์ ทางบริษัทรับจัดงานแต่งงานจึงส่งคืนม้วนวิดีโอที่ทั้งคู่ถ่ายไว้... แต่ให้สลับกัน ฮารุได้ดูวิดีโอของยูอิจิ และยูอิจิได้ดูวิดีโอของฮารุ ฮารุเปิดดูวิดีโอของยูอิจิ แค่เห็นหน้าเขา ใจก็แทบโลดแล่นไปหา...เป็นวิดีโอที่เขา ตั้งใจพูดกับเธอในวันครบรอบสิบปีของการแต่งงาน... ยูอิจิพูดถึงนิสัยเสีย ๆ ของตนเองมากมาย และขอโทษฮารุล่วงหน้าหากเขาจะทำให้เธอโกรธ หรือขัดใจ จากนั้นเขาก็เล่าความลับให้ฟังว่า...การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่

ไม่ใช่เหตุบังเอิญหรือโชคชะตาชักพา ยูอิจิแอบชอบฮารุมานานแล้ว แต่เธอไม่สังเกตเห็นเขาเอง จนวันที่ได้เจอกันนั้น ยูอิจิก็จงใจลงจากรถเมล์ เพื่อไปหลบฝนชายคาเดียวกับเธอ...แต่เพราะฮารุคิดว่าการพบกันครั้งนั้นเป็นโชคชะตา พรหมลิขิต เขาจึงไม่กล้าเล่าความจริง ปล่อยให้เธอมีความสุขกับความคิดนี้ต่อไปยูอิจิบอกว่าฮารุคือคนสำคัญที่สุด แม้บางครั้งจะมีการทะเลาะกันอย่างไร ขัดเคืองใจสักแค่ไหน เขาก็ยังรักเธอเสมอ สุดท้ายเขาบอกขอบคุณฮารุ สำหรับสิบปีที่แสนวิเศษ สิบปีที่เธอสามารถอดทนต่อผู้ชายอย่างเขาได้...

หลังจากต่างฝ่ายได้ดูวิดีโอจบ คงไม่ต้องตอบว่า บทสรุปของหนังเป็นอย่างไร...

ระหว่างการที่ต้องอยู่คนเดียว แล้วเป็นทุกข์จากความเงียบเหงา โหยหาคนรัก ความรัก กับการร่วมใช้ชีวิตคู่ แล้วต้องเผชิญกับปัญหา ความทุกข์ที่เดาไม่ได้ คาดไม่ถึง ทั้งสองพร้อมจะเลือกความทุกข์อย่างหลัง...

อาจเพราะ ถึงอย่างไรก็เป็นทุกข์...ขอหนีทุกข์ในปัจจุบันไปก่อน ต่อให้พบเจอความทุกข์ที่หนักหนา รออยู่ในอนาคตก็กล้าเสี่ยง...เพราะยังมองมันไม่เห็น ไม่รู้ว่านี่คือการตัดสินใจถูกหรือผิด?

หากเลือกมองแง่ดีอีกสักนิด ในเมื่อฮารุกับยูอิจิรู้แล้วว่า ปัญหาของการใช้ชีวิตร่วมกันมีอะไรบ้าง ต่างก็รีบปรับตัว ปรับใจกันเสียตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกัน พร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านั้นก็น่าจะทำให้ชีวิตคู่ราบรื่นกว่าเดิม แต่จะผ่านอุปสรรค ปัญหาได้จริงหรือไม่...มันคงต้องลองเสี่ยงดู!

ถ้าถามว่า มีเส้นทางของชีวิตคู่ที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อความทุกข์เลยหรือไม่...
คำตอบคือ...ไม่มี
เพราะความทุกข์คือความจริง
เพราะความเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงทนคือความจริง
เพราะความไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้คือความจริง

อยากจะเดินบนเส้นทางออกจากทุกข์ ต้องเรียนรู้ความจริงเหล่านี้...แต่ถ้าเห็นว่า
เวลานี้ยังไม่จำเป็น ก็อย่ามาเสียเวลาพร่ำบ่นต่อความทุกข์กันเลย
หวงเหตุแห่งทุกข์ไว้...ย่อมหนีทุกข์ไม่พ้นหรอก 

 

By
[06/01/2012 |6:15 pm]